| ประวัติ |
อุราวะ เรดส์ เริ่มต้นประวัติศาสตร์ของตัวเองขึ้นในปี 1950 ในฐานะทีม มิตซุบิชิ อุราวะ ฟุตบอล คลับ โดยพวกเขาเป็นหนึ่งในสมาชิกของยุคก่อตั้งเจลีก แต่ในช่วงแรกคนส่วนใหญ่มักจะติดภาพของ เรดส์ จากทีมที่มีผลงานย่ำแย่และสนามที่ร้างผู้คน
แม้การเข้ามาของผู้เล่นชั้นนำจากเยอรมันในช่วงกลางทศวรรษที่ 90 จะทำให้ยอดทีมจากเมืองไซตามะมีผลงานดีขึ้น แต่ในปี 1999 ซึ่งเป็นปีแรกที่มีการนำระบบเลื่อนชั้น-ตกชั้นมาใช้ พวกเขาก็ต้องมีอันร่วงหล่นไปเล่นในเจลีกดิวิขั่น 2 อย่างเจ็บปวด โดยก่อนลงเล่นนัดสุดท้าย เรดส์ต้องเอาชนะคู่แข่งให้ได้ภายใน 90 นาทีเพื่อรักษาสถานะในลีกสูงสุด แต่สุดท้ายก็ทำไม่สำเร็จ แม้พวกเขาจะยิง “โกลเด้นโกล” ได้ในช่วงต่อเวลา แต่สองแต้มที่ได้มาก็ไม่เพียงพอสำหรับการอยู่รอดบนเจวัน
ทว่าการตกชั้นในครั้งนั้นก็ทำให้เรดส์ยุคใหม่ได้ถือกำเนิดขึ้น จากการสนับสนุนที่ยอดเยี่ยมของแฟนบอล ทำให้พวกเขาใช้เวลาเพียงแค่ปีเดียวในการกลับขึ้นมาบนเจลีกดิวิชั่น 1 ไซตามะ สเตเดียม ยังเนืองแน่นไปด้วยผู้คนเช่นเคย จนในที่สุดแฟนบอลของเรดส์ก็ได้เฮเมื่อทีมรักของพวกเขาสามารถคว้าแชมป์ นาบิสโก คัพ ในปี 2003 มาครองได้สำเร็จ ซึ่งเป็นแชมป์แรกในประวัติศาสตร์สโมสร
ปี 2005-2007 พวกเขาสามารถคว้าแชมป์มาได้ถึง 5 รายการจาก เอมเพอเรอร์ คัพ 2 สมัย, เจลีก 1 สมัย, ซีรอกซ์ ซุปเปอร์ คัพ 1 สมัย และเอเอฟซี แชมเปียนลีกส์อันทรงเกียรติอีก 1 สมัย หลังจากนั้นพวกเขายังมีโอกาสได้วัดฝีเท้ากับยอดทีมจากยุโรปอย่าง เอซี มิลาน ในรอบรองชนะเลิศศึกฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก ก่อนจะพ่ายไปอย่างเฉียดฉิว 0-1
แม้หลังจากนั้นพวกเขาจะไม่สามารถคว้าแชมป์ใดได้เลย แต่ อุราวะ เรดส์ ก็ยังเป็นทีมที่มีคนชื่นชอบมากที่สุดในญี่ปุ่น จากจำนวนผู้ชมอันล้นหลามทั้งตอนเล่นในบ้านและออกไปเป็นทีมเยือน ในปี 2008 เรดส์มีผู้ชมเฉลี่ยมากถึงกว่า 47,000 คนต่อนัด ซึ่งจากความนิยมในสโมสรและชุดแข่งที่เป็นสีแดงทำให้เรดส์เป็นที่รู้จักกันในนาม “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดแห่งเอเชีย”
แม้การเข้ามาของผู้เล่นชั้นนำจากเยอรมันในช่วงกลางทศวรรษที่ 90 จะทำให้ยอดทีมจากเมืองไซตามะมีผลงานดีขึ้น แต่ในปี 1999 ซึ่งเป็นปีแรกที่มีการนำระบบเลื่อนชั้น-ตกชั้นมาใช้ พวกเขาก็ต้องมีอันร่วงหล่นไปเล่นในเจลีกดิวิขั่น 2 อย่างเจ็บปวด โดยก่อนลงเล่นนัดสุดท้าย เรดส์ต้องเอาชนะคู่แข่งให้ได้ภายใน 90 นาทีเพื่อรักษาสถานะในลีกสูงสุด แต่สุดท้ายก็ทำไม่สำเร็จ แม้พวกเขาจะยิง “โกลเด้นโกล” ได้ในช่วงต่อเวลา แต่สองแต้มที่ได้มาก็ไม่เพียงพอสำหรับการอยู่รอดบนเจวัน
ทว่าการตกชั้นในครั้งนั้นก็ทำให้เรดส์ยุคใหม่ได้ถือกำเนิดขึ้น จากการสนับสนุนที่ยอดเยี่ยมของแฟนบอล ทำให้พวกเขาใช้เวลาเพียงแค่ปีเดียวในการกลับขึ้นมาบนเจลีกดิวิชั่น 1 ไซตามะ สเตเดียม ยังเนืองแน่นไปด้วยผู้คนเช่นเคย จนในที่สุดแฟนบอลของเรดส์ก็ได้เฮเมื่อทีมรักของพวกเขาสามารถคว้าแชมป์ นาบิสโก คัพ ในปี 2003 มาครองได้สำเร็จ ซึ่งเป็นแชมป์แรกในประวัติศาสตร์สโมสร
ปี 2005-2007 พวกเขาสามารถคว้าแชมป์มาได้ถึง 5 รายการจาก เอมเพอเรอร์ คัพ 2 สมัย, เจลีก 1 สมัย, ซีรอกซ์ ซุปเปอร์ คัพ 1 สมัย และเอเอฟซี แชมเปียนลีกส์อันทรงเกียรติอีก 1 สมัย หลังจากนั้นพวกเขายังมีโอกาสได้วัดฝีเท้ากับยอดทีมจากยุโรปอย่าง เอซี มิลาน ในรอบรองชนะเลิศศึกฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก ก่อนจะพ่ายไปอย่างเฉียดฉิว 0-1
แม้หลังจากนั้นพวกเขาจะไม่สามารถคว้าแชมป์ใดได้เลย แต่ อุราวะ เรดส์ ก็ยังเป็นทีมที่มีคนชื่นชอบมากที่สุดในญี่ปุ่น จากจำนวนผู้ชมอันล้นหลามทั้งตอนเล่นในบ้านและออกไปเป็นทีมเยือน ในปี 2008 เรดส์มีผู้ชมเฉลี่ยมากถึงกว่า 47,000 คนต่อนัด ซึ่งจากความนิยมในสโมสรและชุดแข่งที่เป็นสีแดงทำให้เรดส์เป็นที่รู้จักกันในนาม “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดแห่งเอเชีย”
| ดาราเด่น |
ด้วยการเป็นขวัญใจแฟนบอลทำให้ มาซาฮิโร ฟุคาดะ ได้รับฉายา “มิสเตอร์เรดส์” มาครองอย่างไม่ต้องสงสัย ฟุคาดะเข้าร่วมทีมในปี 1989 ตั้งแต่สมัยยังเป็น มิตซุบิชิ เอฟซี และลงเล่นให้เรดส์ยาวนานจนแขวนสตั๊ดในปี 2002 ด้วยผลงาน 91 ประตูทำให้เขากลายเป็นเจ้าของสถิติผู้เล่นที่ทำประตูให้เรดส์สูงสุดตลอดกาล โดยลูกยิงที่เป็นที่รู้จักกันดีคือประตู “โกลเด้นโกล” ที่ไม่อาจช่วยให้เรดส์รอดพ้นจากการตกชั้น
กุยโด บุชวาลด์ อดีตกองหลังระดับตำนานของสตุ๊ตการ์ตและทีมชาติเยอรมัน ย้ายมาสวมเสื้อของเรดส์ในหน้าร้อนปี 1994 และลงเล่นให้ทีมไปทั้งสิ้น 3 ฤดูกาล เช่นเดียวกับผู้เล่นชื่อดังหลายคนจากยุโรปในเจลีก บุชวาลด์กลับมาสู่ทีมอีกครั้งในปี 2004 ในฐานะผู้จัดการทีม ก่อนจะพาเรดส์สู้ยุคเรืองอำนาจด้วยการคว้าแชมป์เจลีกในปี 2006 และเอมเพอเรอร์ คัพอีก 2 ครั้งในปี 2005 และ 2006
จากทักษะอันยอดเยี่ยมและการตัดสินใจที่เฉียบขาดทำให้ ชินจิ โอโนะ กลายเป็นมิดฟิลด์ที่เล่นได้ดีในทุกตำแหน่งของแดนกลาง นำไปสู่ฉายาที่รู้จักกันดีว่า “นักเตะจอมอัจฉริยะ” ดาวเตะจากจังหวัดชิสุโอกะคนนี้เล่นให้เรดส์ในช่วงปี 1998-2001 ก่อนจะย้ายไปร่วมทีม เฟเยนูร์ด ในลีกฮอลแลนด์ และพาทีมคว้าแชมป์ยูฟา คัพ ได้สำเร็จในปี 2002 หลังใช้ชีวิตอยู่ในยุโรปหลายปี เขาก็กลับมาเล่นให้เรดส์อีกครั้งในปี 2006 -2007 และปัจจุบันในวัย 33 ปี เขายังเป็นผู้เล่นตัวหลักของ เวสเทอร์น ซิดนีย์ วอนเดอเรอร์ และเพิ่งจะพาทีมคว้าแชมป์ เอ-ลีก แกรนด์ไฟนัล ทั้งที่เป็นขวบปีแรกที่ย้ายมาร่วมทีม
แม้จะค้าแข้งอยู่ในไซตามะ สเตเดียมเพียงแค่ 2 ฤดูกาล แต่ วอชิงตัน หัวหอกจอมโขกจากบราซิลก็สามารถจารึกชื่อของตัวเองไว้ในประวัติศาสตร์สโมสรได้อย่างไม่ยากเย็นด้วย 26 ประตูที่ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์เจลีกในปี 2006 และเป็นหนึ่งในสมาชิกของทีมชุดคว้าแชมป์เอเอฟซี แชมเปียนลีกส์ในปี 2007 รวมไปถึงการเป็นดาวซัลโวสูงสุดในศึกฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลกในปีเดียวกัน
หากวัดกันด้วยความอึดคงจะมีน้อยคนในโลกนี้ที่สามารถเอาชนะ โนบุฮิสะ ยามาดะ ไปได้ ยอดนักเตะจอมขยันที่เล่นได้ทั้งตำแหน่งกองกลางและกองหลังล่งเล่นให้กับเรดส์มาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี คงจะมีเพียงนักเตะระดับตำนานอย่าง ฟรานเชสโก ต็อตติ และ ไรอัน กิกส์ เท่านั้นที่อยู่ค้าแข้งสูสีกับเขา
กุยโด บุชวาลด์ อดีตกองหลังระดับตำนานของสตุ๊ตการ์ตและทีมชาติเยอรมัน ย้ายมาสวมเสื้อของเรดส์ในหน้าร้อนปี 1994 และลงเล่นให้ทีมไปทั้งสิ้น 3 ฤดูกาล เช่นเดียวกับผู้เล่นชื่อดังหลายคนจากยุโรปในเจลีก บุชวาลด์กลับมาสู่ทีมอีกครั้งในปี 2004 ในฐานะผู้จัดการทีม ก่อนจะพาเรดส์สู้ยุคเรืองอำนาจด้วยการคว้าแชมป์เจลีกในปี 2006 และเอมเพอเรอร์ คัพอีก 2 ครั้งในปี 2005 และ 2006
จากทักษะอันยอดเยี่ยมและการตัดสินใจที่เฉียบขาดทำให้ ชินจิ โอโนะ กลายเป็นมิดฟิลด์ที่เล่นได้ดีในทุกตำแหน่งของแดนกลาง นำไปสู่ฉายาที่รู้จักกันดีว่า “นักเตะจอมอัจฉริยะ” ดาวเตะจากจังหวัดชิสุโอกะคนนี้เล่นให้เรดส์ในช่วงปี 1998-2001 ก่อนจะย้ายไปร่วมทีม เฟเยนูร์ด ในลีกฮอลแลนด์ และพาทีมคว้าแชมป์ยูฟา คัพ ได้สำเร็จในปี 2002 หลังใช้ชีวิตอยู่ในยุโรปหลายปี เขาก็กลับมาเล่นให้เรดส์อีกครั้งในปี 2006 -2007 และปัจจุบันในวัย 33 ปี เขายังเป็นผู้เล่นตัวหลักของ เวสเทอร์น ซิดนีย์ วอนเดอเรอร์ และเพิ่งจะพาทีมคว้าแชมป์ เอ-ลีก แกรนด์ไฟนัล ทั้งที่เป็นขวบปีแรกที่ย้ายมาร่วมทีม
แม้จะค้าแข้งอยู่ในไซตามะ สเตเดียมเพียงแค่ 2 ฤดูกาล แต่ วอชิงตัน หัวหอกจอมโขกจากบราซิลก็สามารถจารึกชื่อของตัวเองไว้ในประวัติศาสตร์สโมสรได้อย่างไม่ยากเย็นด้วย 26 ประตูที่ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์เจลีกในปี 2006 และเป็นหนึ่งในสมาชิกของทีมชุดคว้าแชมป์เอเอฟซี แชมเปียนลีกส์ในปี 2007 รวมไปถึงการเป็นดาวซัลโวสูงสุดในศึกฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลกในปีเดียวกัน
หากวัดกันด้วยความอึดคงจะมีน้อยคนในโลกนี้ที่สามารถเอาชนะ โนบุฮิสะ ยามาดะ ไปได้ ยอดนักเตะจอมขยันที่เล่นได้ทั้งตำแหน่งกองกลางและกองหลังล่งเล่นให้กับเรดส์มาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี คงจะมีเพียงนักเตะระดับตำนานอย่าง ฟรานเชสโก ต็อตติ และ ไรอัน กิกส์ เท่านั้นที่อยู่ค้าแข้งสูสีกับเขา
| สนามเหย้า |
หลังเปิดใช้อย่างเป็นทางการมาครบทศวรรษ ไซตามะ สเตเดียม 2002 ก็ยังคงเป็นอัญมณีที่ล้ำค่าแห่งวงการฟุตบอลญี่ปุ่นอย่างไม่เสื่อมคลาย ด้วยความจุกว่า 60,000 ที่นั่ง พร้อมด้วยสาธารณูปโภคที่ครบครัน และการออกแบบที่สวยงามทั้งภายนอกและภายใน ทำให้ทุกๆเกมสามารถารันตีได้ถึงบรรยากาศที่ยอดเยี่ยม สนามแห่งนี้ตั้งอยู่ห่างสถานีรถไฟอุราวะ-มิโซโนะแค่เพียง 1 กิโลเมตร และสามารถเดินทางมาถึงโดยรถบัส
นอกจากจะเป็นสนามเหย้าของ อุราวะ เรดส์ แล้ว ไซตามะ สเตเดียมยังเป็นสนามที่ทีมชาติญี่ปุ่นมักจะใช้ต้อนรับคู่แข่งมาโดยตลอด สนามแห่งนี้เคยใช้จัดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2002 ถึง 4 นัด รวมไปถึงนัดที่ญี่ปุ่นยันเสมอกับเบลเยียม 2-2 และนัดที่บราซิลเฉือนเอาชนะตุรกีไปได้ 1-0 ในรอบรองชนะเลิศ
นอกจากจะเป็นสนามเหย้าของ อุราวะ เรดส์ แล้ว ไซตามะ สเตเดียมยังเป็นสนามที่ทีมชาติญี่ปุ่นมักจะใช้ต้อนรับคู่แข่งมาโดยตลอด สนามแห่งนี้เคยใช้จัดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2002 ถึง 4 นัด รวมไปถึงนัดที่ญี่ปุ่นยันเสมอกับเบลเยียม 2-2 และนัดที่บราซิลเฉือนเอาชนะตุรกีไปได้ 1-0 ในรอบรองชนะเลิศ
| ชุดแข่งและสีเสื้อ |
แน่นอนว่าสีหลักของ เรดส์ ย่อมต้องเป็นสีแดงตามชื่อทีม ซึ่งได้รับแรงบัลดาลใจมากจากชื่อทีม(อุราวะ เรดส์) และโลโกดั้งเดิมของบริษัทมิตซุบิชิ โดยชุดแข่งจะมีลายเพชรประดับอยู่ด้วยเสมอ
| มาสคอต |
“เรเดีย” เป็นมาสคอตตัวสีเขียวที่มีลักษณะคล้ายสุนัข โดยสร้างขึ้นจากชื่อดั้งเดิมของสโมสร( มิตซุบิชิ อุราวะ ฟุตบอล คลับ หรือ MUFC) เรเดียได้แต่งงานกับ “เฟรนเดีย” ในปี 1997 ก่อนจะให้กำเนิดลูกฝาแฝดที่ชื่อว่า “ชาเรคุง” และ“เดียราจัง” ในปี 2006 ซึ่งเป็นปีที่เรดส์คว้าแชมป์เจลีก
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น